สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ (สอช.)
 

หน่วยงานภายใน สปน.  สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ  กฎหมายที่เกี่ยวข้อง  
  กฎหมายที่เกี่ยวข้อง   
เนื้อหา   
  โดยที่เอกลักษณ์ของชาติไทยเป็นลักษณะเฉพาะที่มีความเด่นและดีงามแตกต่างจากนานาประเทศนับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน อันทำให้พื้นฐานสังคมไทยมีคุณภาพ คุณธรรม ภูมิปัญญา ใฝ่เรียนรู้ มีความสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน มีความภาคภูมิใจในมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่มีมาช้านานจนหล่อหลอมให้เกิดความเป็นไทย อีกทั้งเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้ประเทศชาติมีความมั่นคงและเจริญก้าวหน้าสืบเนื่องยิ่งขั้น ดังนั้น เพื่อให้เอกลักษณ์ของชาติสามารถสืบสานและดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป สมควรสนับสนุนและส่งเสริมการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการขึ้น เพื่อกำหนดนโนบาย ยุทธศาสตร์ แผนแม่บท และมาตรการในการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและนโยบายของรัฐบาล
     อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๘) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔  นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
     ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙"
     ข้อ ๒  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
     ข้อ ๓  บรรดาระเบียบหรือคำสั่งอื่นใดที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
     "เอกลักษณ์ของชาติ"  หมายความว่า ลักษณะที่แสดงถึงความเด่นและดีงามเฉพาะที่ร่วมกันของชาติไทย เกี่ยวกับประชากร ดินแดน ศิลปวัฒนธรรม ภาษาไทย ความเป็นเอกราชและอธิปไตย เกียรติภูมิของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเป็นชาติ ช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าบนพื้นฐานของความสงบสุข ประชาชนมีความรัก ความสามัคคี เอื้ออาทรและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาได้จนถึงทุกวันนี้
     "การเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ"  หมายความว่า การดำเนินการใดๆ ด้านเอกลักษณ์ของชาติเพื่ออนุรักษ์ ปกป้อง พัฒนา เผยแพร่และส่งเสริมอย่างสร้างสรรค์ด้วยจิตสำนึกด้านคุณธรรม ความดีงาม ความรักหวงแหน และความภาคภูมิใจ ในอันที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคง และส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าบนพื้นฐานของความสงบสุข ประชาชนมีความเข้าใจ เอื้ออาทร และรู้รักสามัคคี
     "หน่วยงานของรัฐ"  หมายความว่า ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ
     "เจ้าหน้าที่ของรัฐ"  หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ
     "คณะกรรมการ"  หมายความว่า คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
     "ภาคเอกชน"  หมายถึง องค์กรเอกชน นิติบุคคลเอกชน คณะบุคคลที่เป็นผู้แทนกลุ่มธุรกิจ กลุ่มอาชีพ บุคคลในองค์กรพัฒนาเอกชนหรือประชาคม
     ข้อ ๕  ให้มีคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า "กอช." ประกอบด้วย
     (๑) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย      เป็นประธานกรรมการ
     (๒) รัฐมนตรีคนหนึ่งตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย                      เป็นรองประธานกรรมการ
     (๓) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี                                                 เป็นกรรมการ
     (๔) ปลัดกระทรวงกลาโหม                                                      เป็นกรรมการ
     (๕) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ                                          เป็นกรรมการ
     (๖) ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา                                  เป็นกรรมการ
     (๗) ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ             เป็นกรรมการ
           มนุษย์
     (๘) ปลัดกระทรวงมหาดไทย                                                   เป็นกรรมการ
     (๙) ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม                                                  เป็นกรรมการ
    (๑๐) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ                                               เป็นกรรมการ
    (๑๑) เลขาธิการพระราชวัง                                                      เป็นกรรมการ
    (๑๒) ราชเลขาธิการ                                                               เป็นกรรมการ
    (๑๓) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ                                 เป็นกรรมการ
    (๑๔) เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน              เป็นกรรมการ
            โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
    (๑๕) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ                                        เป็นกรรมการ
    (๑๖) อธิบดีกรมศิลปากร                                                         เป็นกรรมการ
    (๑๗) อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์                                               เป็นกรรมการ
    (๑๘) ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ              เป็นกรรมการ
    (๑๙) เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน                                           เป็นกรรมการ
    (๒๐) ผู้แทนภาคเอกชนด้านการส่งเสริมเอกลักษณ์                  เป็นกรรมการ
            ของชาติ การเผยแพร่ และการประชาสัมพันธ์
            และด้านการบริหาร จำนวนไม่เกิน ๖ คน
    (๒๑) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเอกลักษณ์ของชาติ                               เป็นกรรมการ
            จำนวนไม่เกิน ๙ คน
    (๒๒) ผู้อำนวยการสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ        เป็นกรรมการและ
                                                                                                 เลขานุการ
    (๒๓) เจ้าหน้าที่สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ             เป็นกรรมการและ
            ที่ได้รับมอบหมายจำนวน ๒ คน                                       ผู้ช่วยเลขานุการ
     ข้อ ๖  กรรมการผู้แทนภาคเอกชน ตามข้อ ๕ (๒๐) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ ๕ (๒๑) ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
     (๑)  มีสัญชาติไทย
     (๒)  ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
     (๓)  ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหรือจากงานของหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานภาคเอกชน เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบ
     ข้อ ๗  ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๖ เป็นกรรมการผู้แทนภาคเอกชนตามข้อ ๕ (๒๐) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ ๕ (๒๑) แล้วแต่กรณีและให้มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ ๒ ปี
     ในกรณีที่กรรมการตามวรรคหนึ่ง พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ หรือในกรณีที่ประธานกรรมการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
      เมื่อกรรมการผู้แทนภาคเอกชนตามข้อ ๕ (๒๐) และกรรมการผู้ทรุงคุณวุฒิตามข้อ ๕ (๒๑) ครบวาระการดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งแล้ว หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการใหม่แทนให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่
      กรรมการผู้แทนภาคเอกชนตามข้อ ๕ (๒๐) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ ๕ (๒๑) ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้
     ข้อ ๘  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้แทนภาคเอกชนตามข้อ ๕ (๒๐) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ ๕ (๒๑) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
     (๑)  ตาย
     (๒)  ลาออก
     (๓)  ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๖
     (๔)  ประธานกรรมการให้ออกเพื่อปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการให้เหมาะสมกับนโยบายหรือภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
     ข้อ ๙  ประธานกรรมการ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ อาจแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ ๕ (๒๑) เพื่อให้ทำงานเต็มเวลาได้จำนวนไม่เกินสองคน
     กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานเต็มเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ได้รับค่าตอบแทนตามที่คณะกรรมการกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
     ข้อ ๑๐  คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
     (๑)  เสนอแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการดำเนินงานด้านเอกลักษณ์ของชาติต่อคณะรัฐมนตรี
    (๒)  ดำเนินการให้มีการบูรณาการการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนงาน และโครงการเกี่ยวกับการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติมิให้ซ้ำซ้อนกัน และให้สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและนโยบายของรัฐบาล
     (๓)  ประสานการสนับสนุนและเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านเอกลัษณ์ของชาติของหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
     (๔)  ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งเครือข่ายดำเนินงานด้านการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติของหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน ทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ
     (๕)  ดำเนินการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ และให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับเอกลักษณ์ของชาติ
     (๖)  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คณะกรรมการมอบหมาย รวมทั้งให้คำปรึกษา ติดตาม และกำกับดูแล การดำเนินการของคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานต่างๆ ที่แต่งตั้งตามระเบียบนี้
     (๗)  ดำเนินการอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
     ข้อ ๑๑  การประชุมของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
     ข้อ ๑๒  ให้สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ และเป็นศูนย์กลางเครือข่ายข้อมูลด้านเอกลักษณ์ของชาติ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งปฏิบัติงานอื่นอันเกี่ยวกับการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติตามที่ได้รับมอบหมาย
     ข้อ ๑๓  ให้สำนักงบประมาณสนับสนุนงบประมาณให้คณะกรรมการ ตามความเหมาะสมจำเป็นและสอดคล้องกับภารกิจในด้านการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติตามระเบียบนี้
     ข้อ ๑๔  ให้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการและสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติตามระเบียบนี้
     ข้อ ๑๕  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี

จำนวนทั้งหมด 1 ย่อหน้า หน้าที่   [ 1 ]  
ผู้เข้าเยี่ยมชม 1446    

สำนักนายกรัฐมนตรี โทร. 0-2283-4000

Copyright © 2012 The Prime Minister's Office All rights Reserved.
You are visitor no.    Today