สำนักงานโฉนดชุมชน
 
ปฏิทินกิจกรรม

หน่วยงานภายใน สปน.  สำนักงานโฉนดชุมชน  ข้อมูลหน่วยงาน  
  ข้อมูลหน่วยงาน   
หัวข้อย่อย   
ที่มาและกรอบแนวคิด

            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ส่วนที่ ๘ แนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้บัญญัติในมาตรา ๘๕ ว่า "รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้ ... (๒) กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบการเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีการอื่น รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ และเหมาะแก่การเกษตร" ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีรายงานวิจัยโครงการศึกษาระบบสิทธิในที่ดินของชุมชนที่เหมาะสม ได้เสนอแนวคิดการออกโฉนดชุมชนหรือเอกสารสิทธิชุมชน เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินในที่ดินของรัฐจะได้รับการรับรองให้มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินภายใต้การกำกับของรัฐ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาพื้นที่และการผลิตที่ยั่งยืน แทนที่จะรีบใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้มากที่สุดเพราะความไม่มั่นคงในการถือครองที่ดิน ภาครัฐเองสามารถลดภาระการจัดการดูแลประชาชนลง เนื่องจากภาระดังกล่าวได้มอบให้กับชุมชนเป็นผู้จัดการดูแล รัฐจึงสามารถใช้คนน้อยลง และปรับบทบาทของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติมาเป็นผู้กำกับดูแลชุมชนให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนั้น ชุมชนที่ได้รับสิทธิในที่ดินจะทำการรักษาและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ข้างเคียง เพราะอาจมีผลกระทบกับการใช้ที่ดินของตน เช่น แหล่งต้นน้ำลำธารหรือป่าชุมชน เป็นต้น จึงเป็นกรอบแนวความคิดในการดำเนินนโยบายโฉนดชุมชน


แนวความคิดในการกำหนดนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน


              ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทำกินของประชาชน เป็นปัญหาที่สำคัญในแง่การดำเนินนโยบายของรัฐบาล เพราะเป็นปัญหาที่มีผลผูกพันเกี่ยวข้องกับปัญหาและโอกาสของประเทศชาติ ใน ๓ ประเด็นใหญ่ คือ

  1. ปัญหาความยากจน - หากประชาชนยังไร้ที่ดินทำกิน ไร้ที่อยู่อาศัย รวมทั้งมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนที่เข้าไปครอบครองที่ดินของรัฐกับประชาชนที่เข้าไปครอบครองที่ดิน ทำให้ประชาชนไม่มีความมั่นคงในการถือครองที่ดินทำกิน
  2. ปัญหาความเป็นธรรม - หากการกระจายการถือครองที่ดินไม่เป็นธรรม หรือมีคนซึ่งไม่สามารถที่จะใช้สิ่งเหล่านี้ไปเพื่อสร้างโอกาสในการหารายได้ หรือเข้าถึงแหล่งของทุน ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ในสังคมจะถูกตอกย้ำมากขึ้น หรือขยายตัวออกไป
  3. ความยั่งยืนของการพัฒนา - การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินต้องสอดคล้องกับแนวทางของการอนุรักษ์ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องของป่าไม้ที่นับวันจะลดลง ปัญหาที่ตามมาในเรื่องของความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ปัญหาโลกร้อนก็จะเป็นปัญหา ซึ่งกลับมาทำลายการพัฒนาของทุกประเทศทั่วโลก
            ในอดีต หน่วยงานของรัฐพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินให้กับพี่น้องประชาชนที่ยากจน ได้มีการจัดที่ทำกินให้กับประชาชนในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่การครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้น แต่เมื่อบุคคลถือครองที่ดินได้ระยะหนึ่ง รัฐก็จะออกเอกสารสิทธิให้กับบุคคลนั้น เมื่อแก้ปัญหาด้วยการออกเอกสารสิทธิให้กับบุคคลไปแล้ว หลายครัวเรือนเกิดปัญหาด้วยปัจจัยและสาเหตุต่างๆทำให้ที่ดินหลุดมือไป และเมื่อเกษตรกรไม่มีที่ทำกินอีกก็พร้อมจะบุกรุกในที่ดินแปลงใหม่ต่อไป นอกจากนี้หลายนโยบายของรัฐดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศด้านหนึ่ง แต่ก่อให้เกิดผลกระทบอีกด้านหนึ่ง เช่น การประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือเขตอุทยานแห่งชาติในบางพื้นที่ที่ไม่ได้มีการสำรวจเขตและแนวเขตอย่างชัดเจน ทำให้เกิดความขัดแย้งกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่มาก่อน ทำให้มีการต่อสู้อ้างสิทธิในพื้นที่ว่าตนได้เข้ามาอาศัยและทำกินอยู่ก่อนการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งกระบวนการพิสูจน์สิทธิที่ดำเนินการตลอดมาไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนที่มีข้อพิพาทกัน บางพื้นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหละหลวมทำให้เกิดการบุกรุกทำลายป่า และเมื่อหมดสภาพป่าประชาชนที่ไม่มีที่ทำกินก็เข้าไปยึดครอง ในหลายพื้นที่มีข้อมูลจากชาวบ้านว่าปรากฏให้เห็นในเกือบทุกจังหวัด ทั้งพื้นที่เขตป่าไม้ เขตอุทยานแห่งชาติ ที่สาธารณประโยชน์ ที่ราชพัสดุ และที่อื่นๆ ที่อยู่ในการดูแลของรัฐ

             รัฐบาลจึงมีแนวคิดเรื่องโฉนดชุมชนเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว โดยสอดคล้องกับข้อเสนอของภาคประชาชนในนามเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ซึ่งเป็นกลุ่มพี่น้องเกษตรกรที่ไร้ที่ทิน ทั้งในเขตเมืองและชนบททั่วประเทศ รวมถึงภาคประชาชนในเครือข่ายอื่นๆ ซึ่มีข้อสรุปและบทเรียนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากกาดำเนินวิถีชีวิตของตนเองว่าการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินในรูปปัจเจกหรือเฉพาะตัวบุคคล สุดท้ายเมื่อเข้าสู่ระบบกลไกการตลาดก็ต้องสูญเสียที่ดินของตนเอง ไม่สามารถรักษาที่ดินทำกินให้แก่ลูกหลานได้และยังมีหนี้สินติดตัวซึ่งก็สอดคล้องกับข้อเสนอนักวิชาการที่ทำงานด้านที่ดินที่ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องสิทธิชุมชน
 

            แนวคิดเรื่องโฉนดชุมชน เป็นแนวทางที่สามารถทำให้รัฐบาลมีความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาที่ดินในหลายพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น และเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีความยั่งยืน ด้วยเหตุผล ๒ ประการ คือ

  1. รูปแบบโฉนดชุมชนจะทำให้กลไลในการที่จะติดตามดูแลว่าที่ทำกินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้มีการแก้ไขปัญหา คือ เรื่องที่อยู่อาศัยหรือการเกษตร
  2. การทำนโยบายโฉนดชุมชนให้ประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยพลังภาคประชาชนอย่างแท้จริง ในการที่จะทำให้รัฐบาลสามารถลงไปแก้ปัญหาโดยอาศัยกลไกของภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

           หลักเกณฑ์ของโฉนดชุมชนจะส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนร่วมมือกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติโดยการร่วมมือของคนทั้งชุมชน และเกิดกติการ่วมกันเพราะถูกกำกับโดยชุมชนซึ่งอาศัยหลักระบบสิทธิการจัดการร่วมกันของชุมชน

บทบาทและอำนาจหน้าที่

1. ดำเนินงานธุรการ งานประชุม การศึกษาหาข้อมูล และกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานของคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๓
2. ตรวจสอบคำขอ เอกสารหรือหลักฐานของชุมชน ทำการตรวจสอบในพื้นที่ที่ขอดำเนินงานโฉนดชุมชน และสอบถามความคิดเห็นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ชุมชนตั้งอยู่
3. ออกหนังสือแสดงการจัดให้มีโฉนดชุมชน พร้อมข้อตกลงที่เป็นเงื่อนไขในการดำเนินงานโฉนดชุมชนให้แก่ชุมชนที่ได้รับอนุญาตเพื่อเป็นหลักฐาน
4. ติดตามการดำเนินงานโฉนดชุมชนในแต่ละพื้นที่ มิให้มีการกระทำขัดต่อกฎหมาย หรือข้อกำหนดตามประกาศของคณะกรรมการ หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อนุญาตให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ
5. จัดทำฐานข้อมูลของชุมชนที่ดำเนินงานโฉนดชุมชน


ความร่วมมือในระดับนโยบายระหว่างหน่วยงาน
            สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีโดยสำนักงานโฉนดชุมชนได้มีการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในหลายเรื่อง ที่สำคัญมีดังนี้

๑. การแต่งตั้งคณะทำงานพิเศษ 
            กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ได้แต่งตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นเพื่อพิจารณาอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในการจัดให้มีโฉนดชุมชนให้เป็นที่ยุติในระดับกระทรวงและกรุงเทพมหานคร ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๓

๒. บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน (MOU)
            สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๔ โดยข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวมีสาระสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ การให้เจ้าหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานโฉนดชุมชขน การดำเนินการปรับปรุงกฎ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเอื้ออำนวยและสอดคล้องต่อการดำเนินการโฉนดชุมชนให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว การพิจารณาช่วยเหลือแก้ไขข้อพิพาทแก่ชุมชนที่แสดงความประสงค์เข้าร่วมดำเนินงานโฉนดชุมชน รวมทั้งความร่วมมือในการติดตามตรวจสอบประเมินผลการดำเนินงานโฉนดชุมชน

๓. การรายงานผลการดำเนินงานโฉนดชุมชน  
            
กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานในการอนุญาตให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินตามที่คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) เห็นชอบให้ดำเนินงานโฉนดชุมชนเป็นประจำทุกเดือน ตามนัยมติคณะรัฐมนตีเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔
 
พันธกิจ
1. เสริมสร้างกลไกความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ
2. ส่งเสริมและสร้างจิตสำนึก รัก หวงแหน อนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3. สนับสนุนการจัดการข้อมูลโฉนดชุมชน

จำนวนทั้งหมด 6 หัวข้อย่อย หน้าที่   [ 1 ]  
ผู้เข้าเยี่ยมชม 2081    

สำนักนายกรัฐมนตรี โทร. 0-2283-4000

Copyright © 2012 The Prime Minister's Office All rights Reserved.
You are visitor no.    Today